ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไหนดี? 12 ปัจจัยที่ควรพิจารณาก่อนเลือก

คำตอบของคำถามว่า ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไหนดี ไม่ควรพิจารณาจากราคา ทำเล หรือภาพสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินร่วมกันทั้งใบอนุญาต ขอบเขตบริการ ความพร้อมของบุคลากร ระบบดูแลและรับมือเหตุฉุกเฉิน สภาพแวดล้อม การส่งเสริมสมรรถภาพ ตลอดจนความต้องการและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
สถานดูแลที่เหมาะสมควรสามารถประเมินความต้องการและจัดทำแผนการดูแลให้สอดคล้องกับข้อมูลสุขภาพ ระดับการพึ่งพิง และวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล พร้อมเปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วม และชี้แจงบริการ ค่าใช้จ่าย และข้อจำกัดอย่างโปร่งใส บทความนี้รวบรวม 12 ปัจจัยที่ครอบครัวสามารถใช้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ดีควรมีอะไรบ้าง?
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมควรมีใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ และอธิบายขอบเขตบริการของตนเองอย่างชัดเจน ควรมีผู้ดูแลเพียงพอกับจำนวนผู้รับบริการและระดับความช่วยเหลือที่แต่ละคนต้องการ รวมถึงมีระบบดูแลและติดตามความเปลี่ยนแปลงตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ควรมีแนวทางดูแลการได้รับยาตามแผนการรักษา การจัดอาหาร การป้องกันและจัดการความเสี่ยง ตลอดจนขั้นตอนประสานครอบครัวและส่งต่อสถานพยาบาลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ด้านสภาพแวดล้อม ควรจัดพื้นที่ให้เหมาะกับผู้สูงอายุ มีกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสามารถ ความสนใจ และความสมัครใจของแต่ละคน พร้อมทั้งมีแผนการดูแลเฉพาะบุคคล และเปิดโอกาสให้ครอบครัวเข้าเยี่ยม รับทราบข้อมูล และมีส่วนร่วมในการดูแลอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม บุคลากร ระบบการดูแล และบริการของแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน ครอบครัวจึงควรสอบถามรายละเอียด เยี่ยมชมสถานที่จริง และพิจารณาวิธีการดูแลควบคู่กันไป ไม่ควรเลือกจากความสวยงาม ความใหม่ของอาคาร ภาพประชาสัมพันธ์ หรือราคาค่าบริการเพียงอย่างเดียว
ทำไมการเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน?
การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับหลายด้าน ไม่ใช่เพียงความสะดวกของครอบครัว แต่ยังรวมถึงความต้องการของผู้สูงอายุ ระดับการช่วยเหลือที่จำเป็น ความต่อเนื่องในการดูแล ความรู้สึก ความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การเลือกจากทำเลใกล้บ้าน ราคาค่าบริการ หรือความสวยงามของสถานที่เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากระบบการดูแล บุคลากร หรือขอบเขตบริการไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ ครอบครัวจึงควรเปรียบเทียบแต่ละแห่งโดยใช้เกณฑ์เดียวกัน เช่น ใบอนุญาต จำนวนและความพร้อมของผู้ดูแล ระบบติดตามความเปลี่ยนแปลง การจัดการความเสี่ยง แนวทางรับมือเหตุฉุกเฉิน ค่าใช้จ่าย และการมีส่วนร่วมของครอบครัว
นอกจากศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์หรือเอกสารแล้ว ควรเข้าเยี่ยมชมสถานที่จริง พูดคุยกับผู้รับผิดชอบ สังเกตบรรยากาศและการทำงาน และเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเท่าที่สามารถทำได้
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไหนดี? เช็ก 12 ปัจจัยนี้ก่อนเลือก
1. ตรวจสอบใบอนุญาตและข้อมูลของสถานประกอบการ
ก่อนตัดสินใจ ควรตรวจสอบว่าสถานดูแลได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้ง ผู้รับอนุญาต และผู้ดำเนินการตรงกับข้อมูลที่แจ้งไว้หรือไม่
การมีใบอนุญาตแสดงว่าสถานประกอบการอยู่ในระบบกำกับดูแลตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานดูแลทุกแห่งจะมีคุณภาพหรือรูปแบบการดูแลเหมือนกัน ครอบครัวจึงควรพิจารณาร่วมกับระบบการดูแล จำนวนและความพร้อมของผู้ดูแล สภาพแวดล้อม ความสะอาด ความโปร่งใสในการให้ข้อมูล และวิธีที่บุคลากรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ
2. บุคลากร
ผู้สูงอายุแต่ละคนต้องการการดูแลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโรคประจำตัว อาการในปัจจุบัน ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง การเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การขับถ่าย ความจำ พฤติกรรม และความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง
ครอบครัวควรสอบถามว่าในแต่ละช่วงเวลามีบุคลากรใดอยู่ดูแลบ้าง มีจำนวนเพียงพอกับผู้รับบริการหรือไม่ และทีมงานมีความรู้หรือประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุที่มีอาการหรือความต้องการในลักษณะเดียวกันหรือไม่
หากสถานดูแลมีพยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักกำหนดอาหาร หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่น ควรสอบถามว่าบุคลากรแต่ละประเภทช่วยสนับสนุนการดูแลในด้านใด และเข้ามาให้บริการเป็นประจำหรือเฉพาะตามความจำเป็นของผู้สูงอายุแต่ละราย
3. จำนวนผู้ดูแลควรเหมาะกับจำนวนและความต้องการของผู้รับบริการ
แม้สถานดูแลจะมีบุคลากรหลายตำแหน่ง แต่หากจำนวนผู้ดูแลในแต่ละช่วงเวลาไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุล่าช้าหรือไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ช่วงรับประทานอาหาร ช่วงอาบน้ำ หรือช่วงที่ผู้สูงอายุหลายคนต้องการความช่วยเหลือพร้อมกัน
จำนวนผู้ดูแลที่เหมาะสมไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้รับบริการเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับระดับการพึ่งพิงและความต้องการดูแลของแต่ละคน เช่น ผู้สูงอายุติดเตียง ผู้ที่ต้องช่วยเคลื่อนย้าย ผู้ที่มีความเสี่ยงหกล้ม หรือผู้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อาจต้องการการดูแลใกล้ชิดมากกว่าผู้ที่ยังช่วยเหลือตนเองได้
ครอบครัวจึงควรสอบถามว่าในแต่ละช่วงเวลามีผู้ดูแลปฏิบัติงานกี่คน มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างไร และหากมีผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด สถานดูแลมีวิธีจัดบุคลากรเพิ่มเติมหรือปรับแผนการดูแลอย่างไร
4. มีผู้ดูแลและระบบติดตามความเปลี่ยนแปลงตลอด 24 ชั่วโมง
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุควรมีผู้ดูแลประจำตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อช่วยเหลือด้านกิจวัตรประจำวัน สังเกตความเปลี่ยนแปลง และบันทึกข้อมูลที่สำคัญ เช่น การรับประทานอาหาร การดื่มน้ำ การขับถ่าย การนอนหลับ การเคลื่อนไหว พฤติกรรม และอาการผิดปกติที่พบ
ส่วนการวัดสัญญาณชีพ เช่น อุณหภูมิ ชีพจร ความดันโลหิต หรือระดับน้ำตาลในเลือด ควรพิจารณาตามข้อมูลสุขภาพ โรคประจำตัว ความจำเป็น และแผนการดูแลของผู้สูงอายุแต่ละราย ไม่จำเป็นต้องตรวจรายการเดียวกันหรือด้วยความถี่เท่ากันทุกคน
ครอบครัวควรสอบถามว่าสถานดูแลมีวิธีสังเกตและบันทึกข้อมูลอย่างไร ใครเป็นผู้ทบทวนข้อมูล เมื่อพบความเปลี่ยนแปลงจะดำเนินการอย่างไร และจะแจ้งให้ครอบครัวทราบผ่านช่องทางใด
5. มีแผนรับมือเหตุฉุกเฉินและประสานส่งต่อโรงพยาบาล
เมื่อผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติกะทันหัน เช่น หมดสติ หายใจลำบาก สำลัก หกล้ม หรือมีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานดูแลควรมีขั้นตอนรับมือเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน บุคลากรควรทราบว่าต้องช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างไร แจ้งผู้รับผิดชอบเมื่อใด และประสานครอบครัว รถฉุกเฉิน หรือโรงพยาบาลอย่างไร
ครอบครัวควรสอบถามว่าใครเป็นผู้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ใครเป็นผู้ติดต่อญาติ มีบุคลากรที่ผ่านการฝึกช่วยเหลือเบื้องต้นหรือไม่ มีอุปกรณ์ฉุกเฉินที่จำเป็นอะไรบ้าง และมีการเตรียมข้อมูลสำคัญของผู้สูงอายุ เช่น โรคประจำตัว รายการยา อาการแพ้ยา สิทธิการรักษา และสถานพยาบาลที่ครอบครัวต้องการใช้ ไว้อย่างไร
โรงพยาบาลปลายทางอาจพิจารณาตามความเร่งด่วนของอาการ สิทธิการรักษา ความเหมาะสม และระยะทางในขณะเกิดเหตุ หากอาการเกินขอบเขตของสถานดูแล ควรประสานครอบครัวและส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมโดยไม่ล่าช้า
6. อาคารและห้องพักควรเหมาะสมกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ
สถานที่ควรออกแบบให้ลดความเสี่ยงจากการหกล้มและการชนสิ่งกีดขวาง เช่น มีพื้นกันลื่น ราวจับ อาคาร ห้องพัก และพื้นที่ส่วนกลางควรจัดให้ผู้สูงอายุใช้งานได้สะดวก และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงจากการลื่นล้ม การชนสิ่งกีดขวาง หรืออุบัติเหตุระหว่างเคลื่อนไหว เช่น มีพื้นผิวที่ไม่ลื่นง่าย ราวจับ ทางลาด แสงสว่างเพียงพอ รวมถึงประตูและทางเดินที่กว้างพอสำหรับอุปกรณ์ช่วยเดินหรือรถเข็น
ห้องน้ำควรเข้าใช้งานได้สะดวก มีราวจับ พื้นที่เพียงพอสำหรับการช่วยเหลือ และไม่มีสิ่งกีดขวางที่อาจทำให้สะดุดล้ม นอกจากนี้ ควรสังเกตระยะห่างระหว่างเตียง ทางเดิน จุดนั่งพัก และตำแหน่งของอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าเหมาะกับผู้สูงอายุที่เดินช้า ใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดิน หรือใช้รถเข็นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การจัดสถานที่ให้เหมาะสมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้บางส่วน แต่ไม่สามารถป้องกันการหกล้มหรืออุบัติเหตุได้ทั้งหมด จึงควรมีการประเมินความเสี่ยงและจัดความช่วยเหลือให้เหมาะกับผู้สูงอายุแต่ละรายควบคู่กัน
7. มีระบบดูแลการได้รับยาและบันทึกข้อมูลอย่างชัดเจน
ผู้สูงอายุบางรายต้องได้รับยาหลายชนิดในเวลาที่แตกต่างกัน จึงควรมีระบบรับมอบ จัดเก็บ เตรียม และดูแลให้ผู้สูงอายุได้รับยาตามคำสั่งหรือแผนการรักษาอย่างถูกต้อง พร้อมบันทึกชื่อยา เวลา และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการดูแล
ครอบครัวควรแจ้งประวัติการรักษา รายการยาที่ใช้อยู่ อาการแพ้ยา และข้อควรระวังทั้งหมดให้สถานดูแลทราบ รวมถึงสอบถามว่าหากมีการเปลี่ยนยา เพิ่มยา หยุดยา หรือปรับวิธีใช้ยา จะมีการตรวจสอบคำสั่งและสื่อสารกับครอบครัวอย่างไร
หากพบความเปลี่ยนแปลงหลังได้รับยา เช่น ง่วงซึมมากขึ้น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ผื่น หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ควรมีการสังเกต บันทึก และแจ้งผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาการประเมินที่เหมาะสม โดยไม่ปรับหรือหยุดยาเอง
8. การทำกายภาพบำบัด ควรประเมินและวางแผนการฟื้นฟูเป็นรายบุคคล
ผู้สูงอายุแต่ละคนมีความสามารถในการเคลื่อนไหว ข้อจำกัด และเป้าหมายในการฟื้นฟูแตกต่างกัน การทำกายภาพบำบัดจึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกันกับทุกคน แต่ควรเริ่มจากการประเมินโดยนักกายภาพบำบัด และวางแผนให้เหมาะกับสภาพร่างกายและความต้องการของแต่ละราย
ครอบครัวควรสอบถามว่าสถานดูแลมีนักกายภาพบำบัดให้บริการหรือไม่ ให้บริการเป็นประจำหรือเป็นบริการเพิ่มเติม และมีการประเมิน วางเป้าหมาย และทบทวนแผนอย่างไร
นอกจากนี้ ควรถามว่าครอบครัวจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายและความเปลี่ยนแปลงด้านการเคลื่อนไหวอย่างไร เช่น การทรงตัว การลุกนั่ง การยืน การเดิน หรือความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ทั้งนี้ ผลลัพธ์และระยะเวลาในการฟื้นฟูอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
9. อาหารและโภชนาการเหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน
การจัดอาหารสำหรับผู้สูงอายุควรพิจารณาจากโรคประจำตัว ข้อมูลสุขภาพ ความสามารถในการเคี้ยวและกลืน ความชอบ ข้อจำกัดด้านอาหาร และความต้องการพลังงานของแต่ละคน เช่น อาหารอ่อน อาหารปั่น อาหารลดหวาน หรือลดเค็มตามความเหมาะสม
หากผู้สูงอายุมีภาวะกลืนลำบากหรือมีความเสี่ยงสำลัก การปรับลักษณะอาหารและเครื่องดื่มควรอ้างอิงจากข้อมูลการประเมินหรือคำแนะนำของผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรปรับจากการคาดเดาเพียงอย่างเดียว
ครอบครัวควรสอบถามว่าใครเป็นผู้วางแผนเมนู มีการดูแลความสะอาดและความปลอดภัยของอาหารอย่างไร รวมถึงมีวิธีสังเกตและบันทึกเมื่อผู้สูงอายุรับประทานได้น้อย น้ำหนักเปลี่ยนแปลง ไอระหว่างมื้อ หรือมีอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับการสำลักอย่างไร
10. มีกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการมีส่วนร่วม
คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไม่ได้ขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือด้านร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการได้พูดคุย ทำสิ่งที่สนใจ เคลื่อนไหวตามความสามารถ และรู้สึกว่าตนเองยังมีส่วนร่วมกับผู้อื่นและกิจวัตรในแต่ละวัน
สถานดูแลควรมีกิจกรรมที่หลากหลายและปรับให้เหมาะกับความสามารถ ความสนใจ อารมณ์ และความพร้อมของผู้สูงอายุแต่ละคน เช่น งานศิลปะ ดนตรี เกมหรือกิจกรรมฝึกความคิด การเคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ งานอดิเรก หรือกิจกรรมกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุแต่ละคนอาจชอบกิจกรรมไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น ขณะที่บางคนต้องการความสงบหรือกิจกรรมส่วนตัว จึงควรเปิดโอกาสให้เลือกเข้าร่วมหรือปฏิเสธได้ โดยไม่บังคับและเคารพความสมัครใจเป็นสำคัญ
11. เปิดโอกาสให้ครอบครัวเข้าเยี่ยมแลมีส่วนร่วมในการดูแล
สถานดูแลควรแจ้งเวลาเยี่ยม กฎระเบียบ และช่องทางที่ครอบครัวสามารถติดต่อสอบถามหรือติดตามความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุได้อย่างชัดเจน เช่น การติดต่อทางโทรศัพท์ กลุ่มสนทนา การส่งรูปภาพโดยได้รับความยินยอม หรือรายงานข้อมูลตามรอบที่กำหนด
ครอบครัวควรสอบถามว่าจะได้รับแจ้งข้อมูลเรื่องใดบ้าง เมื่อพบความเปลี่ยนแปลงจะติดต่อใคร และสามารถมีส่วนร่วมในการวางแผนหรือทบทวนการดูแลได้อย่างไร ทั้งนี้ การสื่อสารและการเปิดเผยข้อมูลต้องคำนึงถึงความยินยอม ความเป็นส่วนตัว และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุด้วย
นอกจากนี้ ควรพิจารณาทำเลและความสะดวกในการเดินทาง เพราะการเข้าเยี่ยมและติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ครอบครัวยังคงมีส่วนร่วม รับทราบความเป็นอยู่ และรักษาความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง โดยควรคำนึงถึงความต้องการและความสะดวกใจของผู้สูงอายุแต่ละคนร่วมด้วย
12. ค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขบริการควรชัดเจนและตรวจสอบได้
ก่อนตัดสินใจ ครอบครัวควรขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร และตรวจสอบให้ชัดเจนว่าค่าบริการพื้นฐานครอบคลุมรายการใดบ้าง เช่น ค่าห้อง อาหาร การช่วยเหลือด้านกิจวัตรประจำวัน และอุปกรณ์พื้นฐาน รวมถึงรายการใดที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น อาหารเฉพาะบุคคล ผ้าอ้อม เวชภัณฑ์ บริการกายภาพบำบัด การเดินทางไปสถานพยาบาล หรือการมีผู้ดูแลร่วมเดินทาง
นอกจากนี้ ควรสอบถามเรื่องเงินประกัน การชำระค่าบริการล่วงหน้า เงื่อนไขการคืนเงิน การยกเลิกสัญญา การปรับอัตราค่าบริการ และกรณีที่ผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น เพื่อให้ครอบครัวสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้เหมาะสมและลดปัญหาความเข้าใจไม่ตรงกันในภายหลัง
ก่อนลงนาม ควรอ่านสัญญาและเอกสารแนบท้ายให้ครบถ้วน หากมีข้อความใดไม่ชัดเจน ควรสอบถามและขอให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร
ตารางเช็ก 12 ปัจจัยก่อนตัดสินใจเลือกศูนย์ดูแล
ปัจจัยที่ควรตรวจสอบ | คำถามที่ควรถาม |
|---|---|
ใบอนุญาตและมาตรฐาน | ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขให้ประกอบกิจการหรือไม่ |
บุคลากร | มีบุคลากรใดช่วยดูแลบ้าง ได้รับการอบรมหรือไม่ |
จำนวนผู้ดูแล | แต่ละเวรมีผู้ดูแลกี่คนต่อผู้สูงอายุ |
การดูแล 24 ชั่วโมง | กลางวันและกลางคืนมีใครอยู่ดูแล |
เหตุฉุกเฉิน | มีขั้นตอนการช่วยเหลือและส่งต่อโรงพยาบาลอย่างไร |
อาคารและห้องพัก | พื้นที่เหมาะสมกับการเดิน มีราวจับ รถเข็นสามารถผ่านได้อย่างสะดวกหรือไม่ |
การดูแลเรื่องยา | มีระบบการจัดการเรื่องยาอย่างไร ใครเป็นผู้จัดยาและตรวจสอบยา |
กายภาพบำบัด | มีการประเมินและวางแผนรายบุคคลหรือไม่ |
อาหารและโภชนาการ | ปรับอาหารตามโรคและข้อจำกัดได้หรือไม่ |
กิจกรรม | มีกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกายและความสนใจหรือไม่ |
การเข้าเยี่ยม | ครอบครัวเข้าเยี่ยมและติดตามอาการได้อย่างไร |
ค่าใช้จ่าย | มีค่าใช้จ่ายใดที่ต้องชำระเพิ่มเติมหรือไม่รวมในแพ็กเกจบ้าง |
สิ่งที่ควรสังเกตเมื่อไปดูสถานที่จริง
ข้อมูลจากเว็บไซต์และเอกสารช่วยคัดกรองได้ในเบื้องต้น แต่ไม่สามารถแทนการเข้าเยี่ยมชมสถานที่จริงได้ ครอบครัวควรนัดหมายเพื่อดูห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง ห้องน้ำ พื้นที่ทำกิจกรรม และพื้นที่ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง
ระหว่างเยี่ยมชม ควรสังเกตความสะอาด การระบายอากาศ แสงสว่าง ความเป็นระเบียบของอุปกรณ์ ทางเดินที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง และความสะดวกในการใช้งานของผู้สูงอายุ หากมีกลิ่นอับหรือกลิ่นของเสียรุนแรงต่อเนื่อง ควรสอบถามถึงระบบทำความสะอาด การจัดการของเสีย และการระบายอากาศ
อีกเรื่องที่สำคัญคือวิธีที่บุคลากรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ ควรสังเกตว่ามีการพูดคุยอย่างสุภาพ ใจเย็น รับฟัง ขออนุญาตก่อนให้ความช่วยเหลือ และเคารพความเป็นส่วนตัวหรือไม่ รวมถึงมีการตอบสนองเมื่อผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมหรือไม่
สัญญาณที่ควรหยุดถามและตรวจสอบเพิ่ม
ก่อนตัดสินใจ ครอบครัวควรสังเกตว่าสถานดูแลให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและตรวจสอบได้หรือไม่ หากไม่สามารถแสดงใบอนุญาต ไม่ชี้แจงขอบเขตบริการ ค่าใช้จ่าย หรือเงื่อนไขในสัญญาได้อย่างชัดเจน ควรขอข้อมูลเพิ่มเติมและยังไม่ควรรีบตัดสินใจ
อีกสัญญาณที่ควรระวังคือ การไม่ประเมินข้อมูลสุขภาพและความต้องการของผู้สูงอายุก่อนรับเข้าพัก การรับรองว่าสามารถดูแลได้ทุกภาวะ หรือไม่สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อพบอาการผิดปกติจะช่วยเหลือเบื้องต้น ติดต่อครอบครัว และประสานส่งต่อสถานพยาบาลอย่างไร
ระหว่างเยี่ยมชม ควรสังเกตความสะอาด การจัดเก็บอุปกรณ์ ความเป็นระเบียบของพื้นที่ และวิธีที่บุคลากรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ หากพบการพูดจาไม่สุภาพ ไม่ขออนุญาตก่อนให้ความช่วยเหลือ ไม่เคารพความเป็นส่วนตัว หรือมีการขอความช่วยเหลือซ้ำโดยไม่ได้รับการตอบสนอง ควรสอบถามและพิจารณาอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ควรระวังข้อความที่รับประกันความปลอดภัย รับรองว่าจะฟื้นตัว หรือสื่อว่าสถานดูแลสามารถวินิจฉัยและรักษาโรคแทนโรงพยาบาลได้ เพราะศูนย์ดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่สถานพยาบาล และมีขอบเขตบริการที่แตกต่างกัน
คำถามที่พบบ่อยก่อนเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
ควรพาผู้สูงอายุไปดูศูนย์ก่อนตัดสินใจหรือไม่?
หากสุขภาพและการเดินทางเอื้ออำนวย ควรพาผู้สูงอายุไปเยี่ยมชมสถานที่ก่อนตัดสินใจ เพราะผู้สูงอายุเป็นผู้ที่จะเข้าไปใช้ชีวิตในสถานที่นั้น การได้เห็นห้องพัก บรรยากาศ พื้นที่ส่วนกลาง และพูดคุยกับทีมดูแล จะช่วยให้ผู้สูงอายุบอกความรู้สึก ความชอบ หรือข้อกังวลของตนเองได้
สำหรับผู้สูงอายุที่มีอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อม ควรเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมเท่าที่สามารถเข้าใจและสื่อสารได้ ไม่ควรสรุปจากชื่อโรคเพียงอย่างเดียวว่าไม่สามารถตัดสินใจได้ ครอบครัวอาจอธิบายด้วยประโยคสั้น ๆ ใช้ภาพถ่ายหรือวิดีโอ พาไปดูสถานที่ในช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุรู้สึกผ่อนคลาย และสังเกตว่าผู้สูงอายุรู้สึกสบายใจ กังวล หรือไม่ต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ
หากผู้สูงอายุไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการเข้าพักได้อย่างเต็มที่ ครอบครัวควรพิจารณาจากความต้องการ ความชอบ วิถีชีวิต และสิ่งที่ผู้สูงอายุเคยแสดงเจตนาไว้ โดยคำนึงถึงประโยชน์และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นสำคัญ พร้อมหลีกเลี่ยงการกดดัน หลอกลวง หรือพูดในลักษณะที่ทำให้รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
หากเดินทางไม่สะดวก ครอบครัวอาจใช้ภาพถ่าย วิดีโอ หรือข้อมูลเกี่ยวกับห้องพัก อาหาร กิจกรรม และการใช้ชีวิตภายในศูนย์ประกอบการพูดคุย รวมถึงสอบถามว่าสามารถพาไปทำความคุ้นเคยกับสถานที่หรือทดลองเข้าพักระยะสั้นได้หรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริการและเงื่อนไขของแต่ละแห่ง
ควรไปเยี่ยมชมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงไหนดี?
ควรนัดหมายเยี่ยมชมในช่วงที่สถานดูแลมีกิจวัตรตามปกติ เช่น ช่วงรับประทานอาหาร ช่วงทำกิจกรรม หรือช่วงที่มีการช่วยเหลือด้านกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้เห็นบรรยากาศ การจัดพื้นที่ และการทำงานของบุคลากรจริงมากกว่าการดูเฉพาะห้องตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม ควรสอบถามเวลาที่เหมาะสมกับสถานดูแลล่วงหน้า เพราะบางช่วงอาจเป็นเวลาพัก การดูแลส่วนตัว หรือมีข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการรายอื่น ระหว่างเยี่ยมชมไม่ควรถ่ายภาพหรือบันทึกข้อมูลของผู้สูงอายุคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
หากยังตัดสินใจไม่ได้ อาจนัดเยี่ยมชมมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงเวลาที่ต่างกัน เพื่อเปรียบเทียบบรรยากาศ จำนวนบุคลากร และรูปแบบการดูแลได้รอบด้านมากขึ้น
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุราคาแพงกว่าการดูแลที่บ้านหรือไม่?
ไม่สามารถสรุปได้ว่าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแพงกว่าการดูแลที่บ้านเสมอไป เพราะค่าใช้จ่ายของแต่ละครอบครัวแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ประเภทห้อง จำนวนผู้ดูแลที่ต้องใช้ อุปกรณ์ที่จำเป็น บริการกายภาพบำบัด อาหารเฉพาะบุคคล และบริการเพิ่มเติมอื่น ๆ
การเปรียบเทียบที่เหมาะสมควรดูค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทั้งสองทางเลือก หากดูแลที่บ้าน อาจมีค่าใช้จ่ายเรื่องผู้ดูแล อุปกรณ์ทางการดูแล การปรับห้องน้ำหรือพื้นที่ภายในบ้าน ค่าเดินทางไปสถานพยาบาล รวมถึงเวลาและความพร้อมของสมาชิกในครอบครัว ส่วนการเข้าพักในศูนย์ควรตรวจสอบว่าค่าบริการรายเดือนรวมรายการใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในกรณีใด
ดังนั้น ไม่ควรเปรียบเทียบจากตัวเลขค่าบริการรายเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกันทั้งค่าใช้จ่าย ความเหมาะสมของการดูแล ความพร้อมของครอบครัว และความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละราย
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรับผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยสมองเสื่อมหรือไม่?
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุบางแห่งสามารถรับดูแลผู้สูงอายุติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมได้ แต่ความพร้อมของแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน ทั้งด้านจำนวนผู้ดูแล ประสบการณ์ของบุคลากร อุปกรณ์ สภาพแวดล้อม และระบบติดตามความเปลี่ยนแปลง
ก่อนรับเข้าพัก สถานดูแลควรประเมินข้อมูลสุขภาพ ระดับการพึ่งพิง ความสามารถในการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหารและการกลืน พฤติกรรม ตลอดจนความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เช่น การหกล้ม การหลงทาง หรือการเกิดแผลกดทับ เพื่อพิจารณาว่าขอบเขตบริการเหมาะกับความต้องการของผู้สูงอายุหรือไม่
ครอบครัวจึงควรสอบถามว่าสถานดูแลมีประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงหรือผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ มีผู้ดูแลเพียงพอในแต่ละช่วงเวลาหรือไม่
ควรทดลองเข้าพักก่อนตัดสินใจระยะยาวหรือไม่?
หากสถานดูแลมีบริการพักระยะสั้น การทดลองเข้าพักอาจช่วยให้ผู้สูงอายุและครอบครัวเห็นภาพการใช้ชีวิตจริงได้ชัดเจนขึ้น เช่น บรรยากาศ ห้องพัก อาหาร กิจกรรม วิธีการดูแล และการสื่อสารกับบุคลากร
ช่วงทดลองพักยังช่วยให้ครอบครัวสังเกตว่าผู้สูงอายุปรับตัวกับสถานที่ใหม่ได้อย่างไร มีสิ่งใดที่รู้สึกสบายใจหรือกังวล และรูปแบบการดูแลสอดคล้องกับความต้องการหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุบางคนอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว จึงไม่ควรตัดสินจากช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว
ก่อนทดลองเข้าพัก ควรสอบถามระยะเวลา ค่าบริการ รายการที่รวมและไม่รวม เงื่อนไขการยุติการเข้าพัก รวมถึงข้อมูลหรือสิ่งของที่ต้องเตรียมให้ครบถ้วน ทั้งนี้ การพักระยะสั้นเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ครอบครัวควรพิจารณาร่วมกับความรู้สึกของผู้สูงอายุ ความเหมาะสมของการดูแล และการปรับตัวในช่วงเวลาที่เพียงพอ ก่อนตัดสินใจเข้าพักระยะยาว
ก่อนเข้าพักศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ควรเตรียมตัวและเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
ก่อนเข้าพักศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ครอบครัวควรเตรียมข้อมูลด้านสุขภาพ ของใช้ที่จำเป็น และความพร้อมของผู้สูงอายุ เพื่อให้สถานดูแลประเมินความเหมาะสมและวางแผนการดูแลได้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคน
สิ่งที่ควรเตรียม ได้แก่
- ข้อมูลสุขภาพและประวัติการรักษา
เช่น โรคประจำตัว ประวัติการรักษา อาการแพ้ยา ใบนัด สรุปการรักษา และข้อควรระวังจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ - รายการยาและวิธีใช้ยา
ควรแจ้งชื่อยา ขนาดยา เวลาที่ใช้ และข้อสังเกตเกี่ยวกับยาอย่างครบถ้วน ไม่ควรเปลี่ยนหรือหยุดยาเองก่อนเข้าพัก - ข้อมูลความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน
เช่น การเดิน การลุกนั่ง การรับประทานอาหาร การอาบน้ำ การแต่งตัว การขับถ่าย และการนอนหลับ - ข้อมูลด้านอาหารและการกลืน
แจ้งลักษณะอาหารที่รับประทานได้ อาหารที่แพ้หรือไม่รับประทาน ปัญหาการเคี้ยว การกลืน และข้อจำกัดด้านโภชนาการ - ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง
เช่น การหกล้ม การหลงทาง แผลกดทับ การดึงสายหรืออุปกรณ์ พฤติกรรมก้าวร้าว หรืออาการสับสน - ข้อมูลพฤติกรรมและความคุ้นเคย
เช่น เวลานอน กิจวัตรที่ทำเป็นประจำ สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบ วิธีสื่อสารที่คุ้นเคย และสิ่งที่ช่วยให้รู้สึกสงบ - ของใช้และอุปกรณ์ส่วนตัว
เช่น เสื้อผ้า แว่นตา เครื่องช่วยฟัง อุปกรณ์ช่วยเดิน ของใช้ประจำวัน และสิ่งของที่ช่วยให้รู้สึกคุ้นเคย โดยควรสอบถามสถานดูก่อนว่ามีรายการใดจัดเตรียมไว้แล้ว - ข้อมูลติดต่อของครอบครัว
ควรระบุผู้ประสานงานหลัก ผู้ที่สามารถตัดสินใจในกรณีจำเป็น และช่องทางติดต่อฉุกเฉินให้ชัดเจน - ความพร้อมทางจิตใจของผู้สูงอายุ
ควรอธิบายเรื่องการเข้าพักด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุซักถาม แสดงความกังวล และมีส่วนร่วมในการเตรียมของเท่าที่สามารถทำได้ - สัญญา ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขการเข้าพัก
ควรตรวจสอบค่าบริการ รายการที่รวมและไม่รวม เวลาเยี่ยม ช่องทางติดต่อ และแนวทางดำเนินการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินให้ครบถ้วน
การเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วนช่วยให้สถานดูแลเข้าใจผู้สูงอายุได้รอบด้านมากขึ้น และช่วยให้การเริ่มต้นเข้าพักเป็นระบบและเหมาะกับความต้องการของแต่ละคนมากขึ้น
เลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างไรให้เหมาะกับผู้สูงอายุและครอบครัวมากที่สุด
เมื่อครอบครัวกำลังหาคำตอบว่า ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไหนดี ควรเริ่มจากการพิจารณาความต้องการของผู้สูงอายุเป็นหลัก แล้วจึงเปรียบเทียบว่าสถานดูแลแต่ละแห่งมีบุคลากร ระบบการดูแล สภาพแวดล้อม และค่าใช้จ่ายที่เหมาะกับครอบครัวหรือไม่
วิธีเลือกเนอร์สซิ่งโฮมที่เหมาะสม ไม่ควรดูเพียงภาพโฆษณา ความสวยงาม หรือราคาค่าบริการ แต่ควรพิจารณาคำถามสำคัญต่อไปนี้
- สถานดูแลผู้สูงอายุสามารถรองรับความต้องการของผู้สูงอายุได้หรือไม่
ควรแจ้งข้อมูลสุขภาพ ระดับการพึ่งพิง ความสามารถในการเคลื่อนไหว การรับประทานอาหาร การกลืน การขับถ่าย ความจำ และพฤติกรรมอย่างครบถ้วน เพื่อให้สถานดูแลประเมินว่าขอบเขตบริการเหมาะกับผู้สูงอายุหรือไม่ - ผู้สูงอายุรู้สึกสบายใจกับสถานที่หรือไม่
การเลือกศูนย์ดูแลผู้สูงอายุควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าเยี่ยมชม แสดงความคิดเห็น และบอกข้อกังวลเท่าที่สามารถทำได้ ครอบครัวอาจสังเกตทั้งคำพูด สีหน้า และพฤติกรรมเมื่อผู้สูงอายุอยู่ในสถานที่จริง - บุคลากรและระบบการดูแลเหมาะสมหรือไม่
ควรสอบถามว่ามีบุคลากรประเภทใดในแต่ละช่วงเวลา จำนวนผู้ดูแลเหมาะกับระดับการพึ่งพิงของผู้เข้าพักหรือไม่ และมีระบบบันทึก ติดตาม และรายงานความเปลี่ยนแปลงให้ครอบครัวอย่างไร - สภาพแวดล้อมเหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุหรือไม่
ควรพิจารณาความสะอาด ห้องพัก ห้องน้ำ ทางเดิน พื้นที่ส่วนกลาง ความสงบ และมาตรการลดความเสี่ยง เช่น การหกล้ม การพลัดหลง หรืออุบัติเหตุ โดยไม่จำกัดอิสระของผู้สูงอายุเกินความจำเป็น - อาหาร กิจกรรม และการส่งเสริมความสามารถเหมาะสมหรือไม่
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมควรจัดอาหารและกิจกรรมให้สอดคล้องกับภาวะสุขภาพ ความสามารถ และความสนใจของแต่ละคน รวมถึงมีบริการฟื้นฟูหรือส่งเสริมการเคลื่อนไหวเมื่อจำเป็นและอยู่ในขอบเขตของผู้ประกอบวิชาชีพ - ครอบครัวสามารถติดต่อและมีส่วนร่วมในการดูแลได้หรือไม่
ควรสอบถามว่าใครเป็นผู้ประสานงานหลัก ติดต่อผ่านช่องทางใด เข้าเยี่ยมได้เมื่อใด และครอบครัวสามารถร่วมให้ข้อมูลหรือทบทวนแผนการดูแลได้อย่างไร - มีแนวทางเมื่ออาการเปลี่ยนแปลงหรือเกินขอบเขตหรือไม่
สถานดูแลควรอธิบายได้ชัดเจนว่าจะสังเกต บันทึก รายงาน ประสานครอบครัว และส่งต่อสถานพยาบาลอย่างไร หากผู้สูงอายุมีอาการที่ต้องได้รับการประเมินหรือรักษาทางการแพทย์ - ค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขเหมาะกับครอบครัวหรือไม่
ควรตรวจสอบค่าบริการหลัก รายการที่รวมและไม่รวม ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เงื่อนไขการปรับราคา และรายละเอียดในสัญญาให้ครบถ้วน ไม่ควรเปรียบเทียบจากค่าบริการรายเดือนเพียงตัวเลขเดียว
ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไหนดี จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงหรือราคาของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งนั้นมีขอบเขตบริการตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุหรือไม่ สื่อสารอย่างโปร่งใส เคารพศักดิ์ศรีและวิถีชีวิตของแต่ละคน และเปิดโอกาสให้ครอบครัวติดตามและมีส่วนร่วมในการดูแลได้อย่างเหมาะสม
นวศรีเนอร์สซิ่งโฮมดูแลผู้สูงอายุอย่างไร?
นวศรีเนอร์สซิ่งโฮมให้ความสำคัญกับ การดูแลผู้สูงอายุระยะยาวแบบเฉพาะบุคคล โดยเริ่มจากการประเมินข้อมูลสุขภาพ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ความเสี่ยง ความต้องการ และวิถีชีวิตของผู้สูงอายุแต่ละคน เพื่อนำมาจัดทำแผนการดูแลที่เหมาะสมร่วมกับข้อมูลจากครอบครัว
แนวทางการดูแลครอบคลุมทั้งการช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การดูแลความสะอาด การแต่งกาย การขับถ่าย การจัดท่า และการเคลื่อนย้าย รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อช่วยคงความสามารถ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิต
นวศรีเนอร์สซิ่งโฮมมีพยาบาลวิชาชีพประจำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อกำกับและติดตามการดูแลตามแผน สังเกตและประเมินความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการดูแล สนับสนุนทีมผู้ดูแล ตลอดจนประสานข้อมูลกับครอบครัวและผู้เกี่ยวข้อง
สำหรับผู้ที่ต้องการบริการ กายภาพบำบัดผู้สูงอายุ เพิ่มเติม มีนักกายภาพบำบัดประจำทำหน้าที่ประเมิน วางแผน และให้บริการตามความเหมาะสมของแต่ละราย รวมถึงให้คำแนะนำแก่ทีมผู้ดูแลเรื่องการจัดท่า การเคลื่อนไหว กิจกรรม และแบบฝึกตามแผนที่กำหนด โดยผลของการฟื้นฟูอาจแตกต่างกันตามภาวะสุขภาพและความพร้อมของแต่ละบุคคล
ด้านอาหาร นวศรีเนอร์สซิ่งโฮมมีนักกำหนดอาหารที่ร่วมดูแลและให้คำแนะนำด้านโภชนาการแก่ผู้สูงอายุมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 30 ปี โดยมีส่วนร่วมในการวางแผนอาหารตามข้อมูลสุขภาพ ความต้องการ และข้อจำกัดของแต่ละราย คำนึงถึงความเหมาะสมด้านโภชนาการ ความสามารถในการเคี้ยวและกลืน รวมถึงความชอบส่วนบุคคล
นอกจากการดูแลร่างกายแล้ว สถานดูแลผู้สูงอายุของเรายังให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจ ความคุ้นเคย กิจวัตร ความชอบ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว เพราะการดูแลผู้สูงอายุที่ดีไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือในสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่ยังรวมถึงการรับฟัง เคารพศักดิ์ศรี และช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายในแบบของตนเอง
นวศรีเนอร์สซิ่งโฮมเป็น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ให้บริการดูแลระยะยาวตามความต้องการของแต่ละบุคคล ทั้งผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน ผู้สูงอายุติดเตียง ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ผู้ที่ต้องการการดูแลระยะท้ายและการดูแลแบบประคับประคอง โดยจะประเมินความเหมาะสมก่อนรับเข้าพักทุกครั้ง
หากผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติหรือจำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาจากสถานพยาบาล ทีมงานจะประสานครอบครัวและดำเนินการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่เหมาะสมตามสถานการณ์
ด้วยประสบการณ์ด้านการดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 30 ปี และความไว้วางใจจากมากกว่า 1,000 ครอบครัว นวศรีเนอร์สซิ่งโฮมให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุแต่ละคนตามความต้องการจริง มีการติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สื่อสารกับครอบครัวอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลอย่างเหมาะสม


